ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำ
การประชุมของกลุ่มโอเปกพลัสในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากมีการจับตาท่าทีของกลุ่มต่อข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้ลดราคาน้ำมัน แม้ว่าเจ้าหน้าที่ของโอเปกพลัสจะระบุว่าไม่มีแนวโน้มเปลี่ยนนโยบายการผลิตก็ตาม
สหรัฐฯ ได้เลื่อนการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดา แต่ยังคงดำเนินสงครามการค้ากับจีน โดยการจัดเก็บภาษีนำเข้า 10% ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 จีนได้ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าบางรายการจากสหรัฐฯ 10-15% และเตือนถึงความเป็นไปได้ของสงครามการค้าที่อาจเกิดขึ้น
บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ได้ชี้ว่าราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น โดยคาดว่าอาจแตะระดับ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในขณะที่ราคาทองคำในประเทศไทยอาจขึ้นไปถึง 50,000 บาท หากค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง
จากการสำรวจของศูนย์วิจัยทองคำ (GRC) ระหว่างวันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2568 พบว่า 50% ของผู้เชี่ยวชาญคาดว่าราคาทองคำจะปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่ 36% คาดว่าจะลดลง และ 14% คาดว่าจะใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา
ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในตลาดโลก ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
อ่านศึกษาเพิ่มเติม Forex Factory
ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2025 ราคาทองคำ (XAU/USD) มีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค Fibonacci Retracement ร่วมกับ Stochastic Color เพื่อหาโอกาสในการเข้าเทรด จากกราฟ H1 และ H4 พบว่าราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่ประมาณ $2,882.23 ต่อออนซ์ การใช้ Fibonacci Retracement จากจุดต่ำสุดล่าสุดไปยังจุดสูงสุดนี้ จะได้ระดับสำคัญดังนี้:
ระดับเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นแนวรับและแนวต้านที่สำคัญ ซึ่งสามารถใช้เป็นจุดสังเกตในการเข้าและออกจากการเทรด
Stochastic Color เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดสภาวะการซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold) ของตลาด โดยทั่วไปจะใช้ค่า %K = 14 และ %D = 3 เมื่อค่า Stochastic อยู่เหนือ 80 แสดงถึงสภาวะ Overbought และเมื่ออยู่ต่ำกว่า 20 แสดงถึงสภาวะ Oversold

กรณี Buy:

กรณี Sell:
หมายเหตุ: การวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน นักลงทุนควรพิจารณาและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน